บาคาร่าออนไลน์ ฟรีเครดิต สมัครสมาชิกบาคาร่าออนไลน์มีทีมงานดูแลตลอด 24 ชม.

บาคาร่าออนไลน์ ฟรีเครดิต สมัครสมาชิก ทีมงานดูแลตลอด 24 ชม

ธุรกิจ-เฮลท์แคร์-อีคอมเมิร์ซ

พฤกษา วางโรดแมปผนวกอสังหาฯ เฮลท์แคร์ อีคอมเมิร์ซ ตั้งเป้าโตมากกว่า 25%

พฤกษาวางโรดแมปผนวกอสังหาฯ เฮลท์แคร์ อีคอมเมิร์ซ พร้อมตั้งเป้ามีสินทรัพย์ 100,000 ล้านบาท

ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง หรือ recurring income ได้มากกว่า 25% ภายในปี 71 โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH กล่าวว่า จากสภาพแวดล้อม และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปท่ามกลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลต่อรูปแบบการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องตื่นตัวและปรับตัวให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กลุ่มพฤกษา จะใช้กลยุทธ์ 5 ข้อเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจที่มีเป้าประสงค์ชัดเจนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อความอยู่ดี มีสุข ของลูกค้า ประกอบด้วย

– Strengthen the Core นำแนวคิดการทำงานแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Agile way of working) มาใช้พัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น

– Green to Great ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน กำหนดนโยบายและแนวทางด้าน ESG (Environment-Social-Governance ) เป็นศูนย์กลางในการออกแบบกลยุทธ์และกระบวนการดำเนินงานทุกมิติ

– Seed New Business ลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตตามเมกะเทรนด์

– Capability Building ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

– Customer Centric ใส่ใจ…สร้างประสบการณ์ที่ดีและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

ทั้งนี้ เราพร้อมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุขให้กับผู้บริโภคที่สะท้อนออกมาใน 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่งคั่ง (Wealth) สุขภาพดี (Health) และปันสุข (Happiness) โดยประสานพลังของธุรกิจในเครือผ่านแกนหลักคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในชุมชนและสังคมอบอุ่นที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ธุรกิจสุขภาพ มีโรงพยาบาลวิมุตและเครือข่ายร่วมกันดูแลคนไทยให้มีสุขภาพดี

รวมถึงธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มเชื่อมโยงและรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่โดยใช้เทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ เป็นเครื่องมือสร้างความสะดวกในการใช้ชีวิตอย่างครบครันครอบคลุมทุกความต้องการทุกไลฟ์สไตล์

เตรียมใช้ Insight สร้างมูลค่าเพิ่มให้บ้าน

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวคิด อยู่ดี มีสุข ซึ่งต่อยอดมาจากแนวคิด Tomorrow. Reimagined. หรือการพัฒนาบ้านเพื่อวิถีชีวิตใหม่สำหรับวันนี้และวันพรุ่งนี้ ตามเมกะเทรนด์ของโลกใน 3 แกน ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป การใส่ใจสุขภาพ และการสร้างความยั่งยืน

โดยในประเด็นนวัตกรรมดีไซน์บ้านยุคใหม่ยังคงยึดถือแนวคิด PRUSKA Living Solutions ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่พักอาศัยที่หมายถึงการส่งมอบคุณภาพชีวิตดีที่สุดทั้งกายและใจในการใช้ชีวิตภายในบ้าน ชุมชน และในสังคมคุณภาพ พฤกษาจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่อยู่อาศัยโดยใช้ข้อมูลความต้องการของลูกค้า (Customer Insight) นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่

ทั้งการใช้แนวคิดบ้านแบบ Multi Gen ที่รองรับการอยู่อาศัยของคนทุกเจเนอเรชั่น การออกแบบการใช้พื้นที่ในบ้านอย่างคุ้มค่า หรือ Smart Space Design การนำระบบโฮมออโตเมชันมาช่วยจัดการการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น เชื่อมโยงการใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน MYHAUS ที่จะควบคุม Internet of Thing ต่างๆ

การเลือกใช้พลังงานทางเลือกในโครงการทั้ง โซลาร์รูฟ และ EV-Charger รวมถึงการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน หรือ Passive Home เป็นบ้านที่ออกแบบและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพ

พร้อมทั้งการผสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุตมอบบริการดูแลสุขภาพ ที่จะเพิ่มการให้บริการและสิทธิประโยชน์แก่ลูกบ้าน นอกจากนี้ยังมีแผนงานที่จะร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกส่งมอบสิทธิประโยชน์ช่วยสร้างความ อยู่ดี มีสุข

ใช้ รพ.วิมุต เป็นแผนพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพไร้รอยต่อ

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า โรงพยาบาลพร้อมดูแลสุขภาพทั้งการป้องกันและรักษาผ่านบริการและช่องทางที่หลากหลายตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่

ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศซึ่งจะช่วยให้ลูกบ้านพฤกษาทุกครัวเรือนได้รับการดูแลเสมือนมีหมอประจำครอบครัว และคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วย 3 กลไกหลักคือ

– การเชื่อมโยงกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของพฤกษา ขยายบริการทางการแพทย์สู่บ้านเรือนให้ลูกบ้านพฤกษาได้รับบริการดูแลด้านสุขภาพเสมือนมีหมอประจำครอบครัว พร้อมมอบส่วนลดค่าบริการและจัดสร้างศูนย์สุขภาพชุมชน

– การเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลรัฐ เริ่มต้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดีให้คนไข้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกสบายมากขึ้น โดยยึดหลักคนไข้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และลดเวลารอคิว

– การเชื่อมโยงแบบ Anywhere Anytime ด้วยแอปพลิเคชันวิมุตที่ให้บริการการแพทย์ทางไกล การจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ทางไปรษณีย์ การพัฒนาระบบดิจิทัลเฮลท์แคร์เพื่อการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน รวมไปถึงแผนการในอนาคตที่พัฒนาโรงพยาบาลมุ่งสู่โรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital)

พร้อมดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านจากเครื่องติดตามการทำงานของร่างกายหากมีเหตุฉุกเฉิน หรือผิดปกติ ทีมแพทย์สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที บริการเจาะเลือดไม่ต้องมาโรงพยาบาล และความร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ง่ายขึ้นด้วย

ส่ง clickzy.com ตอบโจทย์คนรักบ้านและสุขภาพ

ธุรกิจ-เฮลท์แคร์-อีคอมเมิร์ซ

นายบุญไทย แก้วโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์จี โกรท จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่ง clickzy.com จะแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์น้องใหม่ ซึ่งเป็น E-Marketplace ที่ให้บริการตลาดค้าปลีกออนไลน์รวบรวมร้านค้า สินค้าด้านที่อยู่อาศัย การบำรุงรักษาบ้าน การดูแลสุขภาพและความงาม และเป็นแหล่งรวมบัตรกำนัลดิจิทัล (E-Voucher)

โดย clickzy.com จัดเป็น Hyperlocal Marketplace ที่มีจุดเด่นในการทำหน้าที่ค้นหารวบรวมสินค้าและบริการจากร้านค้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับลูกค้าและส่งข้อมูลให้ร้านค้าติดต่อกลับอย่างรวดเร็ว การจัดส่งสินค้าเน้นความรวดเร็วใช้การขนส่งสินค้าผ่านมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหาจากการที่ลูกค้าต้องรอคอยสินค้านาน แพลตฟอร์มนี้จึงมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ซินเนอร์จี โกรท ยังเป็นผู้พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อรองรับธุรกิจต่างๆ ในเครือพฤกษา ทั้งแอปพลิเคชัน MYHAUS หรือ นวัตกรรมระบบบ้านอัจฉริยะ ที่เป็นแพลตฟอร์มควบคุมสมาร์ทโฮม และจัดการการใช้ส่วนกลางในโครงการ เชื่อมโยงบริการครบวงจรสำหรับลูกค้าพฤกษา แอปพลิเคชัน ViMUT ที่ให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจรจากโรงพยาบาลวิมุต นอกจากนี้ยังมีธุรกิจ Zdecor ที่ให้บริการการตกแต่งภายในแบบครบวงจร One Stop Service ในราคาที่เข้าถึงได้ ประหยัดเวลา แต่งครบพร้อมเข้าอยู่ จบที่เดียว

อ่านข่าวเพิ่มเติม : เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท เจ้าของธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค

เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท

เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท เจ้าของธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค

เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท เจ้าของธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคลงดาบผู้ประกอบธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท หลังผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าได้ของไม่ตรงปก ไม่เป็นไปตามข้อตกลง

นายอนุชา นาคาศัย ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 1/2566 มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 4 เรื่อง (สั่งผลิตโต๊ะไม้สัก ติดฟิล์มรถยนต์ จ้างดูแลผู้สูงอายุและซื้อคอมพิวเตอร์) รายละเอียด ดังนี้

ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการ รวมจำนวน 4 เรื่อง

1. กรณีผู้บริโภคได้สั่งผลิตโต๊ะไม้สักวงกลมพร้อมชุดเก้าอี้และชุดกระจกจากผู้ประกอบการแห่งหนึ่ง จำนวน 6 ชิ้น ในราคา 34,000 บาท ผ่านเฟซบุ๊ก โดยชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ภายหลังรับสินค้า พบว่า เก้าอี้ 2 ตัว และโต๊ะ 2 ตัว มีรอยแตก เมื่อนำไปประกอบ พื้นผิวไม่เสมอกันจึงได้ติดต่อไปยังผู้ประกอบการเพื่อขอคืนสินค้า แต่ได้รับการปฏิเสธ

หลังจากการเจรจาไกล่เกลี่ยจากคณะอนุกรรมการฯ แล้วเห็นว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยผู้ประกอบการยินดีคืนเงิน จำนวน 31,000 บาท แบ่งชำระ 2 งวด งวดแรกจำนวน 16,000 บาท งวดที่สอง จำนวน 15,000 บาท และให้ผู้ประกอบการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อได้ และหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด

เรียกเงินคืนกว่า 1.6 แสนบาท

ทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อเข้าใช้โดยใช้อีเมลและรหัสผ่านส่วนบุคคล อันถือได้ว่าเป็นการระบุตัวตนและเป็นการลงลายมือชื่อตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ต่อมาร้านค้าไม่ชำระเงินตามข้อตกลง จึงเป็นการกระทำผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบังคับให้คืนเงิน 31,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

2. กรณีผู้บริโภคพบเห็นข้อความโฆษณาผ่านเพจเฟซบุ๊กของบริษัทแห่งหนึ่ง ว่า “ติดฟิล์มด้วยสติกเกอร์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ ไม่กินสีรถเดิม ไม่ทิ้งคราบกาวตอนลอกออก” จึงได้นำรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดสเบนซ์ รุ่น c 180 COUPE ใช้บริการติดฟิล์มเปลี่ยนสีรถยนต์ เป็นเงิน 25,000 บาท ภายหลังใช้งานประมาณ 6-7 เดือน จึงนำรถยนต์ไปให้บริษัทฯ เดิมนำฟิล์มเปลี่ยนสีรถยนต์ออก ปรากฏว่าสีของรถยนต์และแลคเกอร์หลุดลอก ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายจุด จึงขอความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ผู้บริโภคได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปประเมินราคาค่าซ่อมสีหลายจุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 27,000 บาท จากการพิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้ข้อความของบริษัทฯ ในการโฆษณาหรือคำรับรองดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้บริโภคเข้ารับบริการถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ถือได้ว่าบริษัทฯ เป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

3. กรณีผู้บริโภคได้ทำสัญญาว่าจ้างดูแลผู้สูงอายุกับห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง โดยชำระค่ามัดจำจำนวน 16,000 บาท และค่าจัดหาพนักงานเป็นเงิน 2,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 18,000 บาท ต่อมาห้างฯ ได้จัดส่งพนักงานมาดูแลผู้สูงอายุได้ 1 เดือน และพนักงานลาออก ผู้บริโภคจึงแจ้งให้ห้างฯ ทราบ แต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงขอความเป็นธรรม มติที่ประชุมดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

4. กรณีผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสมุทรปราการว่า ได้ทำสัญญาซื้อคอมพิวเตอร์ประกอบใหม่ทั้งชุดพร้อมลงโปรแกรมออฟฟิศกับบริษัทแห่งหนึ่ง ในราคา 84,920 บาท แต่ไม่สามารถใช้งานได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย จึงขอความเป็นธรรม

จากการประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยบริษัทฯ ยินดีคืนเงินจำนวน 84,920 บาท เข้าบัญชีธนาคารผู้บริโภคและตกลงชดเชยความเสียหายโดยให้อุปกรณ์ได้แก่

1.) ปลั๊กไฟ

2.) อุปกรณ์ทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ 2 ชิ้น

3.) คีย์บอร์ดมินิ

4.) ลำโพงบลูทูธ 2 ชิ้น

5.) แผ่นรองเมาส์

6.) แฟลชไดรฟ์ 2 ชิ้น

7.) พาวเวอร์แบงค์

8.) แผ่นรองเมาส์เกมมิ่ง

ให้กับผู้บริโภค ต่อมาผู้บริโภคแจ้งว่า บริษัทฯ ไม่ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว การกระทำดังกล่าวจึงเป็นกระทำผิดสัญญาและละเมิดสิทธิของผู้บริโภค มติที่ประชุม ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัทฯ เพื่อบังคับให้คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค จำนวน 84,920 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และบังคับให้ส่งมอบอุปกรณ์ต่างๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 1/2566 ได้มีการดำเนินคดีแพ่งแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมจำนวน 4 ราย โดยบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 160,920 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นเก้าร้อยยี่สิบบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย